แม้โรคเอดส์จะยังคงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้   แต่ก็จัดเป็นโรคเรื้อรังอย่างหนึ่งที่สามารถควบคุมได้โดยการใช้ยา ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เหมือนคนปกติทั่วไป   โดยที่ไม่ปรากฏอาการของเอดส์แต่อย่างใด   มีหลายคนถามว่าจะมีชีวิตอยู่ได้นานกี่ปี   ก็ขอตอบว่านานเท่ากับคนทั่วไปนั้นละครับ   อยู่กันจนแก่เถ้าก็เป็นได้ครับ   เพียงแต่ท่านต้องใช้ยา ส่วนในคนที่ติดเอดส์แล้วตายในระยะเวลาอันสั้นนั้นเกิดจากไม่ได้กินยา   หรือได้รับการรักษาไม่ถูกวิธี   แพทย์อาจไม่มีความชำนาญ หรืออาจมาขอรับการรักษาช้าเกินไป   มีโรคแทรกแล้วร่างกายอ่อนแอรับยาไม่ไหว   ในที่สุดก็ถึงแก่กรรม 

        แต่ที่ผ่านมาบางครั้งเราจะไปว่าคนไข้ว่าทำไมปล่อยไว้ไม่รีบมารับการรักษา   จะไปพูดว่าอย่างนี้ก็ไม่ถูกนัก   เพราะหลายครั้งที่ถามคนไข้ว่าทำไมเพิ่งมา   คนไข้ก็มักจะตอบว่าคุณหมอที่เคยไปหาก็ไม่ได้ให้คำแนะนำอะไร   ให้กลับไปอยู่กับบ้านนั้นละเจ็บป่วยค่อยมารักษา   ตรงจุดนี้ถ้าจะพูดว่าเป็นการให้กลับไปรอความตายก็คงจะได้   และเมื่อคนไข้กลับถึงบ้านก็ไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใคร   จะบอกใครถามใครก็กลัวคนจะสงสัยว่าติดเอดส์   นี้คือปัญหาทำให้ขาดที่ปรึกษา   ก็เลยปล่อยเลยตามเลย   ใครว่ายาที่ไหนดีก็วิ่งไปขอบ้าง   ซื้อบ้าง   ก็หวังว่าจะหาย   ในที่สุดเขาก็ต้องตาย

        ตรงนี้ก็เป็นปัญหาทางสังคมที่รอการแก้ไข   ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ส่วนใหญ่จะขาดที่ปรึกษาที่ให้ความรู้แก่พวกเขา   ผู้ติดเชื้อเอดส์ทุกรายควรมีที่ปรึกษาส่วนตัวที่มีความรู้ด้านนี้จริง   ในโรคเอดส์การให้บริการทางสาธารณสุข   โดยการให้ความรู้เป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าหลายๆโรค   เนื่องจากเป็นโรคที่สังคมยังรังเกียจ   บอกใครก็ไม่ได้   ให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด   เพราะฉะนั้นหลักบริการตรงนี้เราอยากได้   อยากให้ผู้ที่ติดเชื้อที่มีปัญหาในทุกๆด้านที่เกี่ยวกับโรค  ได้รับคำปรึกษาอย่างถูกต้อง   แต่จะรอให้รัฐให้บริการด้านนี้อย่างทั่วถึงคงต้องใช้เวลาอีกนาน   อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีองค์กรหลายแห่ง   หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนบางแห่ง  ได้ร่วมกันเข้ามาช่วยเหลืออยู่บ้าง   อย่างเช่นที่บุญมีสมุนไพรก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาได้ ก็ลองโทรไปได้ที่ 
081-928-1050  นะครับ

 
 
   
 
 

        นับตั้งแต่เริ่มพบโรคเอดส์ เมื่อประมาณ  20 ปี ที่แล้ว     ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนายาต้านไวรัสมาโดยลำดับ   นับตั้งแต่เริ่มพบยาตัวแรก คือ AZT เมื่อปี ค.. 1987 จนถึงปัจจุบันมียาต้านไวรัสเอดส์ที่ได้รับการรับรองจาก   องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วถึง 3 กลุ่ม รวม 15 ตัว รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการใช้ยาจากเดิมที่เคยใช้ยาเพียงตัวเดียว  ในการยับยั้งไวรัส HIV ซึ่งสามารถควบคุมเชื้อได้เพียงระยะสั้น ๆ  เนื่องจากเกิดการดื้อยาจากการกลายพันธุ์  (mutation)  ในยีนส์ของไวรัส  

        ต่อมามีการพัฒนาโดยการใช้ยาร่วมกัน 2 ชนิด พบว่าสามารถยับยั้ง  HIV  ได้นานขึ้น แต่ก็ได้ผลเพียงระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็เกิดการดื้อยา   การรักษาจึงไม่ได้ผลเช่นเดียวกับการใช้ยาตัวเดียว   จนในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีการพบยากลุ่ม  protease inhibitors (PIs)   มาร่วมในสูตรการรักษาเรียกว่า  highly active antiretroviral therapy (HAART)   โดยการใช้ยาหลายตัวร่วมกันแทนการใช้ยาเพียงตัวเดียว   สามารถควบคุมไวรัสได้อย่างสิ้นเชิงจนไม่สามารถตรวจพบ HIV ในกระแสเลือดได้อีก ยาต้านไวรัส ดังกล่าวจำแนกออกเป็น  3  กลุ่ม รวม  15  ตัว  ซึ่งตัวยาทั้ง  กลุ่มนี้  จะแสดงฤทธิ์ยับยั้งวงจรชีวิตของไวรัสเอดส์ดังนี้

 

 
  ยากลุ่มที่  1 ขัดขวางไม่ให้สารพันธุ์กรรม (RNA) ของไวรัสเอดส์เข้าไปรวมตัวกับสารพันธุ์กรรม (DNA)
   

ในเซลล์ของคนได้  ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า  NRTIs (Nucleoside reverse transcriptase inhibitors)

     
  ยากลุ่มที่  2

ทำให้ไวรัสเอดส์ไม่สามารถแบ่งตัวได้  ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า  NNRTIs (Non-Nucleoside reverse transcriptase inhibitors )

     
  ยากลุ่มที่  3 ทำให้ไวรัสเอดส์พิการ  ยากลุ่มนี้มีชื่อย่อว่า  Pi (Protease Inhibitors)
 

 

 

มีชื่อย่อว่า NRTIs (Nucleoside reverse transcriptase inhibitors)

 

โดยแบ่งออกเป็น  2  แบบคือ

 

ยาเดี่ยว (ใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว) และยาผสมรวมกัน (ใน 1 เม็ดมีตัวยา 2 ตัว )

 

ยาเดี่ยวใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว

 
 

1.     AZT    (Zidovudine)

2.   ddI     (Didanosine)

3.   3TC    (Iamivudine)

4.   ddC    (Zalcitabine) 

5.   d4T     (Stavudine)

6.   อาบาคาเวียร์  (Abacavir)

7.   TDF Tenofovir  )

 

ชื่ออื่น    ริโทรเวียร์   (Retrovir) ทำให้เล็บดำผิวดำ โลหิตจาง

ชื่ออื่น    ไวเด็กซ์   (Videx-EC ) ไดร์เวียร์ ( Drivir ) ปลอดภัย

ชื่ออื่น     อีพิเวียร์   (Epivir) รามีเวียร์ ( Lamevir ปลอดภัย

ชื่ออื่น     ไฮวิด   (Hivid)  ไม่นิยมใช้แล้ว

ชื่ออื่น      ซีริท   (Zerit)  สตาเวียร์ (Stavir) ทำให้แก้มตอบแขนขาลีบ

ชื่ออื่น     ไซย์เจน    (Ziagen) ถ้าแพ้แล้วห้ามกลับมากินใหม่อาจตายได้

ชื่ออื่น     ไวรัส    ( Viread ) ปลอดภัย

 

ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 2 ตัวยา

     
  1.   AZT  บวก   3TC    มีชื่อว่า    คอมบิเวียร์   (Combivir) ซีราเวียร์  ( Zeravir )

2.   AZT  บวก   3TC   บวก   อาบาคาเวียร์   ( Abacavir ) มีชื่อว่า  ไตรซีเวีย ( Trizivir )

3.  ทรูวาด้า ( Truvada )  เป็นยาเม็ดที่มีตัวยา 2 ชนิดเคือ :Tenofovir disoproxil fumarate (TDF, 300 มก) 

      และ Emtricitabine (FTC, 200 มก).

 

 

 

มีชื่อย่อว่า  NNRTIs (Non-Nucleosides  reverse transcriptase inhibitors)  ได้แก่

 
 

1. วรามูน (Viramune)  ชื่ออื่น  เนไวราปิน (Nevirapine) นีราเวียร์ ( Nelavir )  ชื่อย่อ NVP

2.  สโตคริน (Stocrin)  ชื่ออื่น  อิฟาเวอเร็นซ์ (Efavirenz)  สัสติวา (Sustiva)

3.  เรสคริปเตอร์ (Rescriptor)  ชื่ออื่น ดีลาเวอร์ดีน (Delavirdine)

4.  ไฮดรี (Hydre)  ชื่ออื่น ไฮดรอคซียูเรีย (Hydroxyurea)

5.  ดรอคเซีย (Droxia)  ชื่ออื่น ไฮดรอคซียูเรีย (Hydroxyurea)

        หมายเหตุ  ยาข้อ 3, 4, 5  ในประเทศไทยยังไม่มีจำหน่าย

 

 

ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 3 ตัว เป็นยา กลุ่ม 1 + กลุ่ม 2 คือ

 
 

1.  ยาจีพีโอเวียร์ -เอส -30        ( GPO vir-S30  )    คือยา  d4T +3 TC+ NVP  ทำให้แก้มตอบแขนขาลีบ

2.  ยาจีพีโอเวียร์ - แซส - 250  ( GPO vir-Z 250  ) คือยา  AZT +3 TC+ NVP ทำให้เล็บดำผิวดำ โลหิตจาง

    หมายเหตุ เป็นยาขององค์การเภสัชเป็นผู้ผลิต

 
     

ปัญหาแก้มตอบแขนขาลีบ

 
 

        จากประสบการณ์การใช้ยาที่มีส่วนผสมของยา d4t (Stavudine) หรือ อีกชื่อเรียกว่า สตาเวียร์ (Stavir) พบว่าถ้าใช้ติดต่อกันเกิน 9 เดือน ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการ ภาวะแก้มตอบแขนขาลีบ ดังนั้นในเดือนที่ 10 ควรรีบปรับเปลี่ยนยาที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยแก้มตอบแขนขาลีบ  แพทย์ที่รักษาควรให้โอกาสผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตเช่นคนปกติ  มิใช่ปล่อยให้แก้มตอบแขนขาลีบแล้วค่อยปรับเปลี่ยนยาให้ผู้ป่วย  เหตุผลเพราะถ้าผู้ป่วยแก้มตอบแล้วตอบเลยแก้ไม่ได้ไปตลอดชีวิต  การให้โอกาสผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในช่วงใช้ยาต้านไวรัสที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแก้มตอบแขนขาลีบออกไปสัก 5- 10 ปี ก่อนที่จะต้องไปเจอยาสูตร 3 ที่มีผลทำให้แก้มตอบแขนขาลีบ ถือเป็นกุศลอย่างอย่างยิ่งใหญ่  แพทย์ที่รักษาไม่ควรมองข้าม  และควรที่จะให้ความสำคัญคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมากกว่าการประหยัดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล  เพราะทุกวันนี้มีแต่ผู้ป่วยโทรมาขอคำปรึกษาว่าแก้มตอบแล้วทำไงดี ช่วยหนูหน่อย  ช่วยผมที  มีแต่คนทักถามว่าเป็นอะไร  ทำไมซูบจัง  ทำให้อยู่ในสังคมลำบาก  เพราะกลัวคนจะรู้ว่าติดเอดส์ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดการต่อต้านไม่ยอมรับยาต้าน  และต้องถึงแก่กรรมในที่สุด  ด้วยเหตุผลนี้การให้โอกาสผู้ป่วยในช่วงต้นของการรับยาต้านจึงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการประหยัดค่าใช้จ่ายของ โรงพยาบาล

 
 

การเลือกใช้สูตรยา ที่ไม่ทำให้แก้มตอบแขนขาลีบ

 
  1. ทรูวาด้า ( Truvada ) +   อิฟาเวอเร็นซ์ (Efavirenz)

    หรือ  TDF Tenofovir  ) + 3TC ชื่ออื่น รามีเวียร์ ( Lamevir ) +   อิฟาเวอเร็นซ์ (Efavirenz) .ใช้แทนกันได้

    ยาสูตรนี้ปลอดภัยมาก ไม่มีผลข้างเคียงทำให้แก้มตอบแขนขนลีบ

2. AZT  +   3TC  มีชื่อว่า  ซีราเวียร์  ( Zeravir ) + สโตคริน (Stocrin) ชื่ออื่น  อิฟาเวอเร็นซ์ (Efavirenz)

    ยาสูตรนี้แม้นไม่มีผลข้างเคียงทำให้แก้มตอบแขนขนลีบ แต่ก็มีผลข้างเคียงทำให้ผิวคล้ำเล็บดำ เส้นเลือดโป่ง โลหิตจาง

3. ไวเด็กซ์   (Videx-EC ) ชื่ออื่น  ไดร์เวียร์ ( Drivir ) + 3TC ชื่ออื่น รามีเวียร์ ( Lamevir ) + สโตคริน (Stocrin)  หรือ

 
   

 ชื่ออื่น  อิฟาเวอเร็นซ์ (Efavirenz) ยาสูตรนี้ปลอดภัยมาก ไม่มีผลข้างเคียงทำให้แก้มตอบแขนขนลีบ

 
 

หมายเหตุ ยาข้อ 3 ยาสูตรนี้เป็นยาสูตรที่นิยมนำมาเปลี่ยนให้ผู้ป่วยใช้แทน ยาจีพีโอเวียร์ -เอส -30  ในเดือนที่ 10  หลังจากใช้ยาจีพีโอเวียร์ -เอส -30 มาครบ 9 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแก้มตอบแขนขาลีบ อันสืบเนื่องมาจาก ยาจีพีโอเวียร์ -เอส -30   จากการติดตามผลการใช้ยาสูตรนี้ปัจจุบันพบว่ามีคนไข้จำนวนมากขณะนี้เข้าปีที่ 10 แล้ว ยังไม่ดื้อยาสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากไม่ปรากฏโรคแทรกซ้อนใดๆ และพบว่ามีการใช้ควบคู่ไปกับสมุนไพร

              แต่อย่างไรก็ตามการให้ยาต้านที่ไม่มีผลข้างเคียงภาวะแก้มตอบแขนขาลีบ โดยให้สูตรยาตามข้อ 1 ย่อมดีที่สุด  เพราะในระยะยาว พบว่าเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายรักษาอาการเจ็บป่วยในอนาคตลงต่ำใกล้ศูนย์ เพราะเมื่อร่างกายผู้ป่วยไม่เกิดผลข้างเคียงอันสืบเนื่องมาจากยาต้าน  พบว่าร่างกายจะแข็งแรง  คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้น  ทำให้โอกาสเจ็บป่วยเกิดโรคแทรกซ้อนก็จะลดลงจนแทบไม่พบเลยตลอดระยะเวลาที่ใช้ยา  ด้วยเหตุผลนี้การรักษาผู้ติดเชื้อ HIV โดยให้สูตรยาต้านไวรัสตามข้อ 1 ย่อมส่งผลดีที่สุด ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะยาวได้ถึง 5- 10 ปี  กว่าจะมีการดื้อยาเกิดขึ้น  นอกจากนี้ยังเป็นการซื้อเวลาที่จะให้มียาที่ไม่มีผลข้างเคียงแก้มตอบแขนขาลีบออกมาอีก เช่นเดียวกับยาสูตรข้อ1 ที่เริ่มนำมาใช้เมื่อปี พ.ศ.2548  ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะมีออกมาอีกเรื่อยๆ

             เหตุผลสำคัญการมีชีวิตของผู้ติดเชื้อเอดส์ที่เขาต้องการก็คือ แม้นไม่มียารักษาให้หายขาดได้  และต้องกินยาไปจนตาย  ก็ขอให้ได้รับยาที่ดี ไม่ทำให้ต้องแก้มตอบแขนขนลีบ  ขอให้โอกาสให้พวกเขาได้ยืนอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข  เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรนำไปพิจารนาปรับเปลี่ยนนโยบายเสียใหม่  อย่ามองระยะสั่นเพียงเพื่อประหยัดยา  เพราะแท้จริงแล้วกับกลายเป็นเพิ่มค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคแทรกซ้อนเร็วกว่าเดิมและมากขึ้น  เพราะถ้าผู้ป่วยเกิดภาวะแก้มตอบแขนขนลีบเร็วขึ้นเท่าใด  ร่างกายก็จะอ่อนแอมีโรคแทรกซ้อนตามมามากมาย ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่าการประหยัดค่ายาต้านไวรัสหลายร้อยเท่าที่เดียว 

             ด้วยเหตุผลนี้ขอให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนได้นำความเห็นนี้ไปพิจารนาปรับเปลี่ยนนโยบายการให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ติดเชื้อเอดส์ในระยะเริ่มต้นเสียใหม่  จะเป็นกุศลอันหาที่เปรียบมิได้

   
 

 

พบว่าทำให้แก้มตอบแขนขาลีบไขมันในเส้นเลือดสูง

 

มีชื่อย่อว่า  Pi (Protease Inhibitors)

 

โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

 

ยาเดี่ยว (ใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว )  และยาผสมรวมกัน ( ใน 1 เม็ดมีตัวยา 2-3 ตัว )

 

 ยาเดี่ยวใน 1 เม็ดมีตัวยาชนิดเดียว

     
 

1. ริโทนาเวียร์  (Ritonavir)  ชื่ออื่น  นอร์เวียร์  (Norvir)

2. ซาควินาเวียร์  (Saquinavir)  ชื่ออื่น  ฟอร์ทูเวส  (Fortovase)

3.  ครีซีแวน  (Crixivan)  ชื่ออื่น  อินดินาเวียร์  (Indinavir)

4.  ไวราเซ็ปท์  (Viracept)  ชื่ออื่น  เนลพินาเวียร์  (Nelfianvir)

5.  แอมปรินาเวียร์ (Amprenavir)  ชื่ออื่น  เอเจนนิเวส  (Agenevase)

 

 

ยาผสมรวมกัน ใน 1 เม็ด มีตัวยา 2 ตัว

 

  1.  กาเล็ทตร้า  (Kaletra)  คือโลปินาเวียร์  (Lopinavir)  บวก  ริโทนาเวียร์  (Ritonavir)  

 

 
 

       การรักษาผู้ป่วยเอดส์โดยใช้ยาต้านไวรัสหลายตัวร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ  ( highly active antiretroviral therapy ) ในปัจจุบันจะให้ประโยชน์ดังนี้

             1.  สามารถลดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่น้อย จนตรวจวัดไม่ได้ ( undetectable level )

             2.  ทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน CD4  เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณไวรัสลดน้อยลง

             3.  ทำให้การติดโรคแทรกซ้อน และอัตราการตายลดลงอย่างชัดเจน ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น  

 

 

 
 

          ยานั้นมีคุณอนันต์แต่ก็มีโทษมหันต์ แม้ยาต้านไวรัสจะช่วยให้ผู้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่ปรากฏอาการของเอดส์ แต่ปัญหาของยาต้านไวรัสเท่าที่พบส่วนใหญ่มาจากผลข้างเคียงของยา ร่างกายคนไข้ไม่สามารถที่จะรับยาได้ ทำให้เสียโอกาสได้รับการรักษาโดยการใช้ยาต้าน และที่สำคัญต้องกินยาควบคุมโรคไปตลอดชีวิต  มีผลในเรื่องของสารเคมีตกค้างและผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุผลนี้การที่ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาต้านไวรัสจึงต้องได้รับยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น สำหรับรายละเอียดโทษและผลค้างเคียงของยาแต่ละชนิดมีดังต่อไปนี้

 
 

 
 

1.     AZT   คลื่นไส้, ปวดศรีษะ,โลหิตจาง, กล้ามเนื้ออ่อนแรงลีบเล็กลง

2.    ddI   ตับอ่อนอักเสบ  ,อุจจาระร่วง , คลื่นไส้ , ปลายประสาทอักเสบ

3.     ddC  ปลายประสาทอักเสบ, คลื่นไส้

4.     d4T  ปลายประสาทอักเสบ, คลื่นไส้

5.     3TC   ตับอ่อนอักเสบ

6.    อาบาคาเวียร์ (Abacavir)  ีไข้ , ผื่น , มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ  &  ทางเดินอาหาร

     ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยา อาบาคาเวียร์ (Abacavir) หากมีการเริ่มใช้ยาตัวนี้แล้วมีอาการแพ้จากผลข้างเคียงของยาคือ มีไข้ ผื่น มีอาการทางระบบการหายใจ และอาการของระบบทางเดินอาหาร ภายใน 42 วันแรกหลังเริ่มใช้ยานี้ และเมื่อหยุดการให้ยาตัวนี้แล้ว  แม้คนไข้มักจะมีอาการดีขึ้น ก็ห้ามกลับมาใช้ยาตัวนี้ใหม่อีกครั้ง เพราะพบว่ามีการเสียชีวิตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน

 

 

 
 

1.  ไวรามูน (Viramune) เกิดผดผื่นเม็ด , ตับอักเสบ

2.   สโตคริน (Stocrin)  มีอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่นมึนงง, ฝันประหลาด

 

 

 
 

1.   ซาควินาเวียร์  (Saquinavir) ชื่ออื่น  ฟอร์ทูเวส  (Fortovase) ปวดศรีษะ ,อุจจาระร่วง

2.   ริโทนาเวียร์  (Ritonavir) ปลายประสาทอักเสบ ,คลื่นไส้ ,อาเจียน , ตับอักเสบ

3.    ครีซีแวน  (Crixivan)  เม็ดเลือดแดงที่ตายแล้วในกระแสเลือดสูงขึ้น จนเป็นอันตรายต่อเซลล์สมอง , ปวดหัว ,อ่อน เพลีย

4.    ไวราเซ็ปท์  (Viracept) ถ่ายเหลว, ท้องเสีย, อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย

5.    กาเล็ทตร้า  (Kaletra) ท้องเสีย,ทำให้ไขมันอุตตันในกระแสเลือด,ปลายประสาทอักเสบ ,คลื่นไส้ ,อาเจียน , ตับอักเสบ