|
|
|
การรักษาผู้ติดเชื้อเอดส์
โดยการใช้ยาเพื่อควบคุมปริมาณของไวรัสเอดส์ ไม่ให้สูงเกินไปแต่เพียงด้านเดียว
ดูจะไม่สมบูรณ์นัก
ความจริงแล้วควรใช้ยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไปด้วยน่าจะครบถ้วนกว่า ตรงจุดนี้คือปัญหาของการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงด้านเดียว ตรงกันข้ามสำหรับในกลุ่มคนที่ใช้ยาต้านไวรัส ร่วมกันกับการใช้ยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไป เช่นการใช้ยาสมุนไพรแบบสกัดดีๆ ที่มีข้อมูลทางวิทยาศสตร์ว่ามีฤทธิ์ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และเสริมด้วยวิตามิน c วิตามินบี 6 หรือจะใช้อาหารเสริมเพิ่มควบคู่กันไปก็ดี พบว่าสิงเหล่านี้สามารถช่วยให้คนไข้กลุ่มนี้ให้มีสุขภาพที่ดีมากกว่า กลุ่มคนไข้ที่ใช้แต่ยาต้านไวรัสเพียงอย่างเดียว กล่าวคือในคนที่ใช้ยาต้านไวรัสร่วมกันกับยาบำรุงรักษาระบบภูมิคุ้มกัน ผลการรักษาไม่ว่าจะเป็นในระยะสั้นหรือระยะยาวการเกิดภาวะระบบภูมิคุ้มกันเสื่อม ตับมีปัญหา ตุ่มคันตามตัว พบว่ามีน้อยกว่า โดยเฉพาะโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ก็จะน้อยกว่าเช่นกัน เมื่อได้มีการเปรียบเทียบแล้ว พบสุขภาพร่างกายของคนกลุ่มนี้จะดีและแข็งแรงกว่า กลุ่มคนไข้ที่ได้รับแต่ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว เชื่อว่าการรักษาโดยการใช้ยาต้านไวรัสร่วมกันกับการใช้ยารักษาระบบภูมิคุ้มกันควบคู่กันไปน่าจะดีกว่าการใช้ยาต้านไวรัสแต่เพียงอย่างเดียว
ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบถึงปัญหาของการใช้ยาต้านไวรัสกันอีกครั้งว่า เมื่อใช้ยาต้านไวรัสไปแล้วมักจะพบปัญหาจากผลข้างเคียงของยา ปัญหาการดื้อยา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น รวมถึงปัญหาคุณภาพชีวิตที่ต้องกินยาให้ถูกต้องสม่ำเสมอเป็นระยะเวลายาวนานตลอดชีวิต รวมทั้งปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายราคายาด้วย ดังนั้นการให้ยาต้านไวรัสในคนที่ยังมีระดับภูมิคุ้มกัน CD4 สูงอยู่ จะถูกชะลอการให้ยาออกไปก่อน แต่ก็ต้องมีการติดตามผลทางสุขภาพ และผลของระดับภูมิคุ้มกัน CD4 ของผู้ติดเชื้อทุกระยะ 3 เดือน เพื่อหาจังหวะที่ถูกต้องและเหมาะสมในการเริ่มใช้ยา
สำหรับข้อพิจารณาการให้ยาต้านไวรัสจะพิจราณาโดยหลัก
3 ประการดีงนี้ จากหลักในการพิจารณาดังกล่าวได้แบ่งผู้ติดเชื้อออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1. ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการของโรคแทรกซ้อน
กลุ่มที่
2.
ผู้ติดเชื้อที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว กลุ่มที่ 1 ผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ยังไม่มีอาการ แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ
1.1 ผู้ป่วยที่มี
CD4 น้อยกว่า
200 เซล/ลบ
มม. ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส
1.2 ผู้ป่วยที่มี
CD4 มากกว่า
350 เซล/ลบ
มม. แต่มีไวรัส
มากกว่า
30,000 copy/มล
( การตรวจแบบ b DNA assay)
หรือไวรัส มากกว่า
55,000
copy/มล.
( การตรวจแบบ RT PCR assay)
ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัสได้
แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน
อาจจะชะลอการใช้ยาในผู้ป่วยที่มี
CD4 ระดับนี้ออกไปก่อน
และติดตามตรวจนับ CD4 และ
ไวรัส อย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ป่วยที่มี CD4
มากกว่า 350
เซล/ลบ มม.
และไวรัสน้อยกว่า
30,000 copy/มล.
( การตรวจแบบ b DNA assay)
หรือ
น้อยกว่า 55,000
copy/มล.
( การตรวจแบบ RT-PCR)
ผู้เชี่ยวชาญจะชะลอการรักษาออกไปก่อนได้
เพราะโอกาสที่จะป่วยเป็นเอดส์ในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีน้อยมาก กลุ่มที่ 2 ผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนแล้ว
กรณีที่ป่วยเป็นวัณโรค,
เชื้อราในเยื่อหุ้มสมอง
( cryptococcus
)
, ปอดอักเสบ, อุจจาระร่วงเรื้อรัง
ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส
แต่การเริ่มใช้ยาต้านควรเริ่มในจังหวะที่เหมาะสม
โดยต้องพิจารณาด้วยว่ามียาต้านไวรัสตัวใดบ้าง
ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านกับยารักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนที่กำลังใช้อยู่
(drug drug interaction)
่
เช่น ถ้าป่วยเป็นวัณโรคและใช้ยา
rifampicin
รักษาอยู่ จะห้ามใช้ยาต้านไวรัส
กลุ่มที่ 3 PIs หรือผู้ป่วยที่มีอาการอจุจาระร่วงเรื้อรังรุนแรงอยู่
อาจมีปัญหาการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย
จึงยังไม่ควรเริ่มใช้ยาต้านไวรัส
รวมถึงควรดูปัญหาผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสที่จะใช้
และสุขภาพของผู้ป่วยมีความพร้อมที่ทนต่อผลข้างเคียงของยา
รวมถึงการให้ความร่วมมือในการกินยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอเมื่อเริ่มใช้ยา
การให้ยาต้านไวรัสในผู้ติดเชื้อเอดส์โดยการจับคู่ยาอาจแบ่งออกเป็น 2 สูตร คือ
1. กรณียังไม่เคยใช้ยาและปริมาณ CD4 มากกว่า 200 เซล/ลบ มม. และไวรัสมากกว่า 30,000 copy/มล. ( การตรวจแบบ b DNA assay) หรือ น้อยกว่า 55,000 copy/มล. ( การตรวจแบบ RT-PCR) จะใช้สูตรยา ARV ( antiretroviral drug ) เป็นการให้ยา 2 ตัว แต่จะใช้เฉพาะยากลุ่มที่ 1 NRTIs ดังนี้ ยากลุ่มที่1 NRTIs คู่ที่ 1 AZT + ddI คู่ที่ 2 AZT + 3TC คู่ที่ 3 AZT + ddC คู่ที่ 4 d4T + ddI คู่ที่ 5 d4T + 3TC
คู่ที่
6 TDF + 3TC
ยาที่ห้ามใช้ร่วมกัน คู่ที่ 1 AZT + d4T คู่ที่ 2 ddI + ddC คู่ที่ 3 d4T + ddC 2. การให้ยาแบบสูตร HAART ( ้highly active antiretroviral therapy ) เป็นการนำยากลุ่มที่ 2 NNRTIs เข้ามาร่วมกับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs หรือนำยากลุ่มที่ 3 PIs เข้ามาร่วมกับสูตรยา กลุ่มที่ 1 NRTIs เช่นกัน โดยจากข้อมูลเดิมการให้ยาสูตรนี้ จะพิจารณาใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปริมาณไวรัสมากกว่า 100,000 copies/mm3 หรือ CD4 ลด > 300 cell ต่อปี แต่ปัจจุบันการพิจารณาให้ยาสูตรนี้ อาจจำเป็นต้องให้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ไวรัสมากว่า 100,000 copies/mm3 หรือ CD4 ลด > 300 cell ต่อปี ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับประวัติสุขภาพของคนไข้ประกอบการในการพิจารณา
หมายเหตุ 1. AZT + 3TC + อาบาคาเวียร์ (Abacavir) เป็นยาสูตรพิเศษชื่อ Tizivir เป็นการจับคู่ 3 ตัว เฉพาะยากลุ่มที่ 1 NRTIs แต่ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยา อาบาคาเวียร์ (Abacavir) หากมีการเริ่มใช้ยาตัวนี้แล้วมีอาการแพ้จากผลข้างเคียงของยาคือ การเกิด hypersensitivity ได้ อาการนี้คือกลุ่มอาการ flu-like จะมีไข้ ผื่น มีอาการทางระบบการหายใจส่วนบน และอาการของระบบทางเดินอาหาร มักเกิดภายใน 42 วันแรก หลังเริ่มใช้ยานี้ และในคนที่มีอาการดังกล่าวเมื่อหยุดการให้ยาตัวนี้แล้ว คนไข้มักจะมีอาการดีขึ้น และที่สำคัญปัญหาที่พบ ถ้ามีการกลับมาใช้ยาตัวนี้ใหม่อีกครั้ง พบว่ามีการเสียชีวิตอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นห้ามกลับมาใช้ยาตัวนี้อีกครั้ง แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน
2.
ยากลุ่มที่ 3 ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ควรใช้ร่วมกับยาริโทนาเวียร์
(Ritonavir)
จะได้ผลดีกว่าการใช้แต่ยา
ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) เพียงตัวเดียว
กรณีผลการรักษาล้มเหลวให้พิจารณาเปลี่ยนยาใหม่โดยดูจากจากสิ่งต่อไปนี้ 1.
ถ้าปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้น
0.5 log
ของ baseline 2. CD4
cell
ลดต่ำลงกว่า
baseline 30% 3. มีโรคแทรกซ้อน
เกิดขึ้นภายหลังการรักษา 3
เดือน
ให้พิจารณาเปลี่ยนยาใหม่ที่
ไม่เคยใช้มาก่อนอีก
2 ตัว ข้อควรระวังในการใช้ยา
การใช้ยาไม่ถูกต้อง
เช่น
การใช้ยาที่ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ดีพอ
เป็นสาเหตุทำให้ไวรัสดื้อยา
(drug resistant
variant) และไวรัสที่ดื้อยาเหล่านี้จะเป็นสาเหตุสำคัญ
ที่ทำให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสในเวลาต่อมาล้มเหลว
และจะล้มเหลวมากขึ้นเรื่อย
ๆ ในการรักษาครั้งต่อ ๆ มา ด้วยเหตุผลนี้แพทย์ผู้ดูแลรักษาทุกคนควรเข้าใจ
และตระหนักถึงปัญหานี้
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น
หรือเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด
เพราะปัญหานี้มีความสำคัญมากกว่าการรักษา
เนื่องจากเมื่อไวรัสดื้อยาขึ้นมาแล้ว
การรักษาต่อมาจะประสบความสำเร็จได้ยากมาก
และที่น่าเป็นห่วงก็คือ
การเกิด
T-cell
tropie syneytium-indueing variant HIV
ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดื้อยาที่มีความรุนแรง
และจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกัน
CD4 ลดลงอย่างรวดเร็ว
การดำเนินของโรคเร็วขึ้น
และเสียชีวิตเร็วกว่าสายพันธุ์อื่น
insufficient
antiviral poteney |